บทเรียนอื่น: [1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12]
 
บทที่ 10 ความรู้เกี่ยวกับกระดาษที่ใช้ในการพิมพ์ และหมึกพิมพ์
กระดาษเป็นวัสดุแบนราบเป็นแผ่นบางๆมี 2 มิติ เป็นสิ่งที่สำคัญในกระบวนการผลิตสิ่งพิมพ์ เป็นสิ่งที่รองรับสีหรือหมึกพิมพ์ให้ปรากฏเป็นภาพ ตัวอักษรหรือข้อความตามแม่พิมพ์หรือตัวพาพิมพ์ เยื่อกระดาษทำจากเส้นใยของพืช แม้ว่าการพิมพ์จะพัฒนาไปไกลมาก จนสามารถพิมพ์ลงบนวัสดุต่างๆได้ แต่กระดาษก็ยังเป็นวัสดุที่ยังคงได้รับความนิยมตลอดมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิมพ์ในระบบออฟเซท
ก่อนจะมีกระดาษใช้กันอย่างในปัจจุบัน มนุษย์แต่ละกลุ่มแต่ละประเทศจะใช้วัสดุอื่นๆที่มีอยู่ในท้องถิ่นแทนกระดาษ เช่น ชาวจีนจะใช้ไม้ไผ่มาขัดเกลาให้มีขนาดหนาบางเท่ากัน นำมาเรียงต่อกัน เชื่อมด้วยตอกหรือหวายใช้ในการเขียน บันทึกข้อความต่างๆ ชาวซูเมอร์เรียนใช้ดินเหนียวมาปรับให้เป็นแผ่นแบน ใช้บันทึกอักษรลิ่ม ชาวยุโรปใช้หนังสัตว์ (คัมภีร์ไบเบิลที่เก่าแก่ที่สุดจารึกไว้บนหนังวัวแดงในสมัยกอธิก) ชาวอียิปต์ ใช้ต้นกกชนิดหนึ่งที่มีชื่อว่า ปาไปรัส (Papyrus ) และเชื่อกันว่าเป็นที่มาของคำว่า เปเปอร์ (วัลลภ ศิริวัลลภ2535:177)
-ในประเทศไทย สมัยสุโขทัยยังไม่มีกระดาษใช้ คนสมัยนั้นใช้จารึกตัวอักษรต่างๆไว้บนแผ่นหินที่เรียกว่า ศิลาจารึก ต่อมาด้วยหลักธรรมที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตของคนไทย ศาสนาพุทธจึงได้แพร่หลายทั่วไปในหมู่ของชาวสุโขทัยในสมัยนั้น จึงทำให้มีการจารึกคาถาและพระธรรมเทศนาไว้บนใบลาน โดยค้นพบหนังสือที่เก่าแก่ที่สุดเขียนบนใบลานคือ หนังสือไตรภูมิพระร่วง ในสมัยอยุธยา ได้มีการทำกระดาษข่อยขึ้น ทำให้มีกระดาษใช้ ทั้งนี้เพราะในระยะนั้นมีพงศาวดารฉบับหลวงประเสริฐแล้ว โดยเขียนบนกระดาษข่อย (ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่หอสมุดแห่งชาติ) นอกจากนี้ยังมีการสัณนิษฐานอีกว่า คำว่ากระดาษมาจากคำว่า Cartas ในภาษาโปรตุเกส ซึ่งเป็นประเทศหนึ่งที่เข้ามาเจริญสัมพันธไมตรีกับกรุงศรีอยุธยา ในขณะนั้นกระดาษที่เก่าแก่ของไทยอีกอย่างหนึ่งคือกระดาษสา โดยทำจากเส้นใยของเปลือกสา ทั้งกระดาษข่อยและกระดาษสาต่างก็ผลิตด้วยมือ ซึ่งไม่พอใช้ จึงต้องนำเข้า และหาทางศึกษาเพื่อที่จะผลิตขึ้นใช้เองภายในประเทศ จนสามารถผลิตกระดาษระบบโรงงานขึ้นใช้เองภายในประเทศ เมื่อ พ.ศ. 2460 ต่อมาในปีพ.ศ.2466 ได้จัดตั้งโรงงานผลิตกระดาษขึ้นใช้ชื่อว่าโรงงานกระดาษไทย หรือโรงงานกระดาษสามเสน ปัจจุบันมีโรงงานผลิตกระดาษ 34 แห่ง ซึ่งแม้จะผลิตกระดาษอย่างเต็มที่แต่ก็ยังไม่เพียงพอกับความต้องการใช้กระดาษของสังคมไทยที่ก้าวสู่ความเป็นประเทศอุตสาหกรรมใหม่
กระดาษมีหลายชนิดหลายแบบ นักออกแบบต้นฉบับสิ่งพิมพ์จะเกี่ยวข้องกับกระดาษอยู่ 2 ประเด็นดังจะกล่าวต่อไปนี้

1. ลักษณะของกระดาษ

นักออกแบบต้นฉบับสิ่งพิมพ์ต้องรู้จักคุณลักษณะของกระดาษเป็นอย่างดี ในเรื่องของสี พื้นผิว ความหยาบ ความเรียบ ความด้าน ความมัน และลวดลายของกระดาษ เพื่อที่จะออกแบบได้อย่างเหมาะสม เช่นกระดาษที่มีคุณภาพดีควรใช้กับสิ่งพิมพ์ที่มีคุณค่า ตัวอย่างเช่น กระดาษที่ใช้พิมพ์ธนบัตรควรจะทนทานต่อการหยิบใช้บ่อยๆ และยากแก่การปลอมแปลง สิ่งพิมพ์ที่มีค่าน้อยลงมาเช่น ตั๋วรถเมล์ ใบตรวจล็อตเตอรี่ แผ่นปลิวต่างๆ ก็จะใช้กระดาษที่บางกว่าถูกกว่า เป็นต้น ถ้าพิจารณาถึงจำนวนมากน้อยของงานพิมพ์ สิ่งพิมพ์ที่พิมพ์เป็นจำนวนมากๆเช่น หนังสือพิมพ์จะใช้กระดาษแบบม้วน ถ้าเป็นสิ่งพิมพ์ที่ต้องการจำนวนน้อยจะใช้กระดาษแบบแผ่น เป็นต้น กระดาษมีสีสัน หนาบาง แตกต่างกันไปตามประโยชน์ใช้สอยดังจะกล่าวต่อไปนี้

1.1 กระดาษปรู๊ฟ
(Newsprint ) เป้นกระดาษบางไม่เคลือบผิว ทำจากเยื่อไม้ป่นสีออกเหลืองอ่อน ใช้สำหรับสิ่งพิมพ์ที่มีต้นทุนตํ่าแบ่งออกเป็น3 ชนิดคือ
1.1.1 กระดาษปรู๊ฟเหลือง ใช้กับสิ่งพิมพ์ประเภทที่มีอายุการใช้งานสั้นๆ เช่นหนังสือพิมพ์รายวัน สำเนาใบเสร็จ แผ่นปลิว เป็นต้น ถ้าเก็บไว้นานจะเป็นสีเหลืองเก่าและกรอบ
1.1.2 กระดาษบร๊ฟขาว ใช้กับสิ่งพิมพ์ทั่วไปเช่น นิตยสารทั่วไป เอกสารตำราที่พิมพ์สีเดียว หรือพิมพ์ขาวดำ ทั้งนี้เพราะดูมีค่ามากว่ากระดาษปรู๊ฟเหลือง
1.1.3 กระดาษปรู๊ฟมัน เป็นกระดาษที่มีสีขาวนวลแต่มีผิวเป็นมันมากว่ากระดาษ 2 ชนิดแรก ใช้ทำหนังสือหรือเอกสารทางวิชาการที่สามารถเก็บไว้นานๆได้ สำนักพิมพ์บางแห่งนิยมใช้เพราะทำให้ต้นทุนตํ่า

1.2 กระดาษปอนด์
(Wood Free Paper) เป็นกระดาษไม่เคลือบผิว แต่ผผสมสารเคมี (ซัลไฟท์) ทำให้เรียบ เหนียว ขาว มีคุณภาพดี เก็บไว้ได้นานไม่กรอบเหลืองเหมาะสำหรับสิ่งพิมพ์ที่มีค่า เช่น โฉนดที่ดิน ประกาศนียบัตร ธนบัตร (โดยเริ่มใช้พิมพ์มาตั้งแต่สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น เรียกว่าหมายปอนด์ ต่อมา รัชการที่ 5 ได้นำมาใช้พิมพ์อีกเรียกว่าอัดกระดาษ) หรือใช้เป็นเนื้อในของหนังสือ นิตยสารที่มียอดจำหน่ายสูง เช่น ดิฉัน แพรว ไฮร์คลาส ฯลฯ บางครั้งกระดาษปอนด์ยังสามารถรองรับการพิมพ์สอดสีได้ เช่น หนังสือพิมพ์ฐานเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์แนวหน้าและหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นต้น กระดาษที่ใช้ในการพิมพ์ส่วนใหญ่จะเป็น 60,70,80และ 100แกรม

1.3 กระดาษอาร์ต
(Art Paper) เป็นกระดาษเคลือบผิว มีสีขาว เรียบ เนื้อแน่นมีความมัน ผิวหน้าเคลือบผิวด้วย แคลเซี่ยมคาร์บอเนต ไดดาเนี่ยมออกไซด์ เนื้อในเป็นกระดาษธรรมดา เหมาะสำหรับการพิมพ์สอดสี กระดาษอาร์ตมีหลายชนิด เช่น กระดาษอาร์ตการ์ด กระดาษอาร์ตฟาร์บรีโน กระดาษอาร์ตด้าน (นิวเอท) กระดาษอาร์ตแก้ว กระดาษอาร์ตมัน ในกรณีที่พิมพ์ปรู๊ฟสี่สี ส่วนมากนิยมพิมพ์บนกระดาษอาร์ต 115 แกรมขึ้นไป ถ้าใช้เป็นเนื่อในหนังสือจะใช้ประมาณ 80 - 120 แกรม ถ้าเป็นปกจะใช้ประมาณ 140 - 360 แกรม ถ้าใช้พิมพ์โปสเตอร์ แผ่นพับ จะใช้ประมาณ 120 - 160 แกรม

1.4 กระดาษแอร์เมล์
(Air Mail) เป็นกระดาษบางเบา ทำด้วยเยื่อเคมี มีหลายสี ใช้ทำเป็นซองจดหมายดปรษณีย์อากาศ และเป็นกระดาษขั้นหน้าหนังสือ

1.5 กระดาษสีนํ้าตาล
(Kraft Paper) เป็นกระดาษแข็ง หนา เหนียว เหมาะสำหรับทำกล่องห่อของ หรือทำปกหนังสือ กระดาษสีนํ้าตาลนี้ถ้าพิมพ์สีนํ้ตาลเข้ม (Y=75 M=75) จะได้งานพิมพ์ที่สวยงามเหมือนพิมพ์ 2 สีและดูมีค่า

1.6 กระดาษซับ
(Cover Paper) เป็นกระดาษเนื้อหนาอ่อนนุ่ม ดูดรับหมึกได้เป็นอย่างดี เหมาะกับสิ่งพิมพ์ที่ไม่ต้องการรายละเอียดมากนัก เพราะสิ่งพิมพ์ที่ปรากฏบนกระดาษชนิดนี้ไม่ค่อยคมชัดมากนัก

1.7 กระดาษปก
(Cover Paper) เป็นกระดาษหนา แข็ง เนื้อแน่นใช้ทำปกซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นกระดาษ 140 - 260 แกรมขึ้นไป

1.8 กระดาษการ์ด
(Card Paper) เป็นกระดาษผิวเรียบไม่เคลือบผิว ไม่มีความมันเหมือนกระดาษอาร์ต ดูดรับหมึกได้ดี เหมาะสำหรับงานพิมพ์ที่ต้องการความแข็งแรงทนทานมากว่าปรกติ เช่น ปกหนังสือ โปสเตอร์ บัตรเชิญต่างๆ เป็นต้น

1.9 กระดาษกล่อง
(Box Paper) เป็นกระดาษหน้าขาวหลังเทา ด้านหน้ามีลักษณะคล้ายกระดาษปอนด์ ด้านหลังทำด้วยเยื่อไม้ป่นหรือเยื่อกระดาษเก่า บางครั้งเรียกว่ากระดาษการ์ด

2. ขนาดของกระดาษ

การกำหนดขนาดของสิ่งพิมพ์ ทจะมีผลต่อราคาต้นทุน ทั้งนี้เพราะมีขนาดกระดาษมาตรฐานอยู่แล้ว ถ้าออกแบบเล็กเกินไปกระดาษที่เหลือจะเสียเปล่า (แม้ว่าเหลือเศษเพียงเล็กน้อยเมื่อรวมกันมากๆจะเป็นกระดาษเสียจำนวนมาก ควรออกแบบให้เกิดประโยชน์มากที่สุด เช่นใช้กระดาษ 8 หน้ายกพิเศษ (ขนาด A4 =8.27 x11.70 นิ้ว
หรือ 210 x 297 มิลลิเมตร) ซึ่งเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่ต้องการทำหนังสือสูจิบัตรที่เป็นรูปทรงจัตุรัส กระดาษส่วนที่เหลือควรออกแบบเป็นการ์ดเชิญ นามบัตรหรือที่คั่นหนังสือใช้เป็นของชำร่วยแจกในงาน เป็นต้น ขนาดของกระดาษมาตรฐานจะกำหนดขึ้นโดยแบ่งครึ่งกระดาษออกเป็นส่วนๆจากกระดาษแผ่นใหญ่ (ซึ่งมีพื้นที่ 1 ตารางเมตร) เนื่องจากนำเข้าแท่นพิมพ์ไม่ได้กระดาษมาตรฐานที่นิยมใช้กันมี 2 ขนาดคือ ขนาด 33.11 x 46.81" (ใช้ผลิตหนังสือขนาดมาตรฐานA ซึ่งเป็นขนามาตรฐานสากลของ ISO : International Standard Organization) และขนาด 43" x 31"
ขนาดของกระดาษจะต้องสัมพันธ์กันกับขนาดของแท่นพิมพ์ โดยเฉพาะแท่นพิมพ์ระบบออฟเซท ซึ่งใช้แม่พิมพ์เป็นเพลทเรียกชื่อตามขนาดของกระดาษ เช่น เพลทตัด 2 จะใช้กระดาษขนาด 21.5 x 31" (กระดาษตัด 2 ) เพลทตัด 4 จะมีขนาด 25 x 15.5" เท่ากับกระดาษขนาด 21.5" x 15.5" 4แผ่น หรือเท่ากับขนาดของกระดาษหนังสือพิมพ์ทั่วไป ถ้าเป็นหนังสือวิชาการหรือนิตยสาร ทั่วไป ถ้าเป็นหนังสือวิชาการหรือนิตยสารทั่วไปจะใช้กระดาษขนาด 8 หน้ายกธรรมดา (10.75" x 7.75" ) หรือ 8 หน้ายกพิเศษ (8.27"x 11.70") 8 หน้าใน 1 เพลท ใช้เพลทตัด 8 บางครั้งนำขนาดของกระดาษมาเป็นชื่อเรียกเฉพาะ เช่น ขนาด พ็อกเก็ตบุ๊ก (ขนาด 16 หน้ายก 5.37"x 7.75") เป็นขนาดของสิ่งพิมพ์ประเภทหนังสือ กำหนดขึ้นในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ฝ่ายสัมพันธมิตรต้องการจะบำรุงขวัญทหาร จึงจัดการแสดงให้ชมไม่ได้ จึงจัดเป็นหนังสือส่งไปอ่าน โดยลดขนาดให้เล็กลง จนสามารถใส่กระเป๋าเสื้อพกติดตัวได้ จึงเรียกว่าขนาดพ็อกเก็ตบุคตั้งแต่นั้นมา
ขนาดของสิ่งพิมพ์ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใด ควรคำนึงถึงขนาดกระดาษมาตรฐานที่ผลิตจำหน่ายในท้องตลาดเ เพื่อจัดซื้อง่าย และราคาเหมาะสม ซึ่งมีการแบ่งเป็นขนาดต่างๆ ดังนี้






นํ้าหนักกระดาษ

นํ้าหนักกระดาษ มีหน่วยเป็นแกรม หรือ กรัม โดยมีขนาดและนํ้าหนัก คำนวณจากกระดาษ 1 แผ่น กว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร เมื่อนำไปช่างมีนํ้าหนักเท่ใด เรียกเป็นกรัม เช่น 40,60 แกรม บางครั้งนำมาเป็นชื่อเรียกกันทั่วไป เช่น กระดาษ 60 แกรม เป็นต้น
นักออกแบสิ่งพิมพ์นอกจากจะสร้างสรรค์รูปแบบสิ่งพิมพ์ให้มีความงาม ดึงดูดความสนใจแล้ว ยังต้องเลือกกระดาษให้เหมาะสมกับงานและระบบพิมพ์ด้วย (การพิมพ์ระบบเลตเตอร์เพรส แม่พิมพ์กดลงบนกระดาษโดยตรงจึงควรใช้กระดาษตั้งแต่ 40 แกรมขึ้นไป ระบบกราเวียร์ ควรใช้กระดาษหนา และเรียบ เพราะต้องรับแรงกดมากกว่าระบบอื่นๆ) นอกจากนี้สิ่งพิมพ์แต่ละชนิด ยังมีขนาดเฉพาะที่เล็กใหญ่แตกต่างกัน เช่นนิตยสารจะมี 2 ขนาดคือ ขนาดเล็ก (6.75"x 9.5") เช่น ลลนา ขวัญเรือน ดรุณี เรียกว่าขนาดธรรมดา ขนาดพิเศษคือ (9.5"x 13") เช่น ฟ้าเมืองทอง สยามรัฐสัปดาห์วิจารณ์ บางกอก จักรวาล ฟ้าเมืองไทย เป็นต้น ข้อคำนึงทั่วไปในการเลือกกระดาษสำหรับงานพิมพ์มีดังนี้

1. ความทึบของกระดาษ (Capasity ) หมายถึงความแน่นหรือความหนา ของเนื้อกระดาษ เป็นคุณสมบัติของกระดาษแต่ละชนิดที่หลังจากพิมพ์แล้วไม่ทะลุหรือมองเห็นอีกด้านหนึ่ง กระดาษที่ใช้ในงานพิมพ์ควรมีความทึบสูง กระดาษชนิดเดียวกัน กระดาษหนาจะมีความทึบสูงกว่าซึ่งบางครั้งสามารถทำให้สิ่งพิมพ์ดูมีค่ามากขึ้น เช่นโปสเตอร์ที่พิมพ์บนกระดาษบางจะดูมีค่าน้อยกว่าโปสเตอร์ที่พิมพ์จากกระดาษหนาหรือกระดาษที่มีความแข็งมากกว่า หนังสือที่มีจำนวนหน้ามากกว่า และบางครั้งความหนาทำให้สิ่งพิมพ์ดูแข็งแรงขึ้น

2. สีของกระดาษ (Color ) กระดาษแต่ละสีจะมีสีแตกต่างกัน เช่น กระดาษอาร์ต (มีสี่สีคือ เหลืองอ่อน ฟ้าอ่อน เขียวอ่อน และชมพูอ่อน) แต่ส่วนใหญ่จะเป็นกระดาษขาวเพราะสามารถที่จะพิมพ์เป็นสีอื่นๆได้ นอกจากนี้ความขาวของกระดาษยังแตกต่างกัน เช่น ความขาวของกระดาษปอนด์จะมีความขาวใสกว่ากระดาษปรู๊ฟ และมีผลต่อการรับหมึกพิมพ์แตกต่างกันด้วย

3. ชนิดของกระดาษกับการพิมพ์สอดสี ถ้าเป็นสิ่งพิมพ์สีเดียวจะพิมพ์บนกระดาษหนาบางขนาดเท่าใดก็ได้ แต่ถ้าเป็นการพิมพ์ 3 สีขึ้นไป ควรใช้กระดาษที่มีความหนาหรือความทึบมากพอสมควรเช่น กระดาษอาร์ต กระดาษร้อยปอนด์ กระดาษนิวเอท เป็นต้น

4. ความแข็งและอ่อนของกระดาษ สิ่งพิมพ์บางชนิดใช้กระดาษชนิดเดียวทั้งหมด เช่น แผ่นปลิว โปสเตอร์ แผ่นพับ สิ่งพิมพ์บางชนิดต้องใช้กระดาษหลายชนิดประกอบกัน เช่น สมุด หนังสือ ส่วนที่เป็นปกจะใช้กระดาษหนาหรือแข็งกว่าส่วนที่เป็นเนื้อใน นิตยสารบางฉบับที่มีหน้าพิมพ์สอดสีแทรกอยู่ในเนื้อใน ทำให้ต้องใช้กระดาษหนาบางต่างกันด้วย นอกจากนี้สิ่งพิมพ์บางชนิดที่มีการตัดเจาะ ปรับแต่งเป็นรูปทรงแปลกๆเพื่อความน่าสนใจ ต้องใช้กระดาษที่หนาและแข็งกว่าปกติ และขนาดของสิ่งพิมพ์ควรพิจารณาให้เหมาะสมกับความแข็งอ่อนของกระดาษอีกด้วย เช่น แผ่นพับขนาด 8 หน้ายกธรรมดา ควรใช้กับกระดาษ 105 แกรม แต่ถ้าเป็นขนาด 8 หน้ายกพิเศษ ควรใช้กระดาษ 128 แกรม จะดูแข็งแรงกว่าเป็นต้น




การคำนวณจำนวนกระดาษ

-จำนวนกระดาษที่ใช้ในการพิมพ์เรียกกันเป็นยก และเป็นรีม 1 รีมมีกระดาษประมาณ 480-20แผ่น จึงคิดเฉลี่ยว่ามี 500 แผ่น เมื่อแบ่งครึ่งกระดาษออก 2 ครั้งได้ 4 ส่วนเรียกว่ากระดาษตัด 4 (เข้าแท่นตัด4) ทำให้ได้กระดาษ 2000ยก (500x4 = 2000) 1 ยก พิมพ์ได้ 8 หน้า รวม 16,000 แผ่น ( กระดาษ 1 ยก จะทำได้กี่หน้าขึ้นอยู่กับขนาดสิ่งพิมพ์และการเก็บยก เช่น 8 หน้ายก 16 หน้ายก 32 หน้ายก ) การคำนวณหาจำนวนกระดาษจึงใช้สูตรดังนี้

หมึกพิมพ์

หมึกพิมพ์เป็นวัสดุที่ทำให้ภาพและข้อความบนแม่พิมพ์ ปรากฏบนกระดาษสันนิษฐานว่าหมึกพิมพ์พัฒนามาจากหมึกเขียนซึ่งมีความเป็นมาโดยสังเขปดังนี้

ในปี ค.ศ. 400
จีนรู้จักทำหมึกใช้เขียนตัวอักษร เขียนภาพ โดยทำมาจากเขม่าไฟผสมกับการเคี่ยวจากกระดูกสัตว์ หรือยางไม้

ในปี ค.ศ. 900
ญี่ปุ่นพิมพ์ภาพเขียนโดยวิธีการเขียนภาพบนแม่พิมพ์ไม้เป็นสีต่างๆ แล้วพิมพ์บนกระดาษ

ในปี ค.ศ. 1677
กรรมวิธีการทำหมึกพิมพ์ได้เปิดเผยขึ้นโดยตีพิมพ์ในหนังสือ Mechanic Exercise โดย โจเซฟ โมคซอล (Joseph Moxon) ซึ่งก่อนหน้านี้ถูกปิดเป็นความลับมาโดยตลอด

ในปี ค.ศ. 1683
การทำหมึกพิมพ์ปรากฏขึ้นในหนังสือ After the Dutch Manner โดยการกล่าวถึงการผสมนํ้ามันลินซีสกับเขม่าไฟและนํ้ามันสน

ในปี ค.ศ. 1832
วิลเลี่ยม แซฟ ( Willium Savage ) ได้เรียบเรียงกระบวนการทำหมึกพิมพ์แล้วพิมพ์ขึ้นเป็นหนังสือชื่อว่า On the Preparation of Printing Ink Both & Coloured หลังจากนั้นการทำหมึกพิมพ์ได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนในปัจจุบันมีสูตรการทำหมึกพิมพ์เฉพาะแต่ละระบบการพิมพ์ เช่น หมึกพิมพ์สำหรับระบบเลตเตอร์เพรส หมึกพิมพ์สำหรับแม่พิมพ์หิน และหมึกพิมพ์สำหรับระบบออฟเซทซึ่งจะกว่าต่อไปนี้
หมึกพิมพ์สำหรับการพิมพ์ในระบบออฟเซท ค้นคว้าขึ้นโดย อลอยส์ เซเนเฟเดอร์ (Aloys Sanefader) ในปีค.ศ. 1818 ทำมาจากสารประกอบทางเคมีหลายอย่างเช่น

-เนื้อสี (Pigment ) หมึกพิมพ์จะมีเนื้อสี เป็นหลัก เม็ดของเนื้อสีจะมีขนาด 100 ไมครอนขึ้นไป สังเคราะห์มาจากกรรมวิธีทางเคมีจากนํ้ามันถ่านหิน

-เรซิ่น (Resin ) เป็นสารที่ทำให้สีเกาะติดกับวัสดุสิ่งพิมพ์ ทำหน้าที่คล้ายกาว แต่ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับวัสดุพิมพ์ที่รองรับด้วย เช่น กระดาษที่ไม่ต้องเคลือบผิวจะรับหมึกได้ดีกว่ากระดาษที่เคลือบผิว

-โซเว้น (Sovent ) เป็นตัวทำละลายให้เนื้อสี และเรซิ่นผสมเป็นเนื้อเดียวกัน มีคุณสมบัติพิเศษ คือ เมื่อสีและเรซิ่นเกาะติดกับวัสดุที่พิมพ์แล้ว โวเว้นจะละเหยหายไป
ส่วนผสมอื่นๆ (Additive ) ที่เพิ่มเข้าไปเพื่อให้หมึกพิมพ์มีลักษณะพิเศษ เช่น ความเร็วในการแห้ง การเกาะติดได้แน่น นาน มีความยืดหยุ่น ความเหนียว ความหนืด ความทนทานต่อการขีดข่วน หรือ ทนทานต่อสารเคมีอื่นๆ ความมันหรือความด้านของสี ฯลฯ

ข้อคำนึงในการเลือกหมึกพิมพ์

ในวงการพิมพ์ปัจจุบัน เราใช้ราคาเป็นตัวกำหนดความแตกต่างทั้งนี้เพราะ สารเคมีที่นำมาทำแต่ละสีมีราคาที่ต่างกัน และการจะเห็นคุณภาพของหมึกได้ก็ต่อเมื่อต้องมีการพิมพ์เกิดขึ้นแล้วและค่อยสังเกตุติดตามผลซึ่งต้องใช้เวลานานพอสมควร อย่างไรก็ตามหมึกพิมพ์ออฟเซทที่ดีควรจะแห้งตัวได็เร็ว กลายเป็นเยื่อบางๆจับแน่นอยู่บนผิวกระดาษ ข้อคำนึงในการเลือกใช้หมึกพิมพ์มีดังนี้
1. ความเข้มของสี (Colour Strength) หมึกพิมพ์ที่ดีไม่จำเป็นต้องมีความเข้มข้นมากนัก (พ่อค้าอาจจะใส่สารที่ทำให้ดูเข้มข้นขึ้นก็ได้) ควรจะดูความมีเนื้อสีและพลังของสีมากกว่า
2. ความด้านและความมันของสี (Gloss and Mattness) หมึกพิมพ์ที่ดีควรมีความเรียบ ความด้านความมัน สมํ่าเสมอ ซึ่งแสดงว่า เม็ดของเนื้อสี ติดเรียบกันอย่างมีระเบียบ และตัวเรซิ่นที่ห่อหุ้มเม็ดสีมีคุณภาพดี ปัจจุบันได้มีการใส่สารเคมีอื่นๆเช่นสีแมทเทอร์ลิค ใส่เกร็ดบรอนท์ ทำให้มีความมันวาวเป็นประกาย ส่วนสีด้าน จะใส่สารเคมีที่มีคุณสมบัติดูดแสงจึงทำให้เรียบด้าน
3. ความคงทนต่อแสงแดดและความร้อน (Light Fastness) สิ่งพิมพ์ปัจจุบันมีได้อยู่ในที่ร่ม ในบ้าน หรือในห้องสมุดดังแต่ก่อน ปัจจุบันมีการนำไปติดตั้งกลางแจ้ง เช่น ป้ายโฆษณากลางแจ้ง ที่พักผู้โดยสาร โฆษณาข้างรถประจำทาง เป็นต้น จึงต้องมีการเลือกหมึกพิมพ์ที่ทนแดด ทนฝน ไม่ซีดจางเร็วเกินไป




สรุป
กระดาษ เป็นวัสดุแบน ทำหน้าที่รองรับหมึกพิมพ์ให้ปรากฏเป็นภาพและข้อความตามแม่พิมพ์ นักออกแบบนิเทศศิลป์ควรรู้จักลักษณะหรือชนิดของกระดาษ เช่น กระดาษปรู๊ฟ กระดาษอาร์ต กระดาษปอนด์ ฯลฯ และขนาดของกระดาษ เช่น ขนาดมาตรฐาน A ( A1 A2 A3 A4 ) หรือขนาด 8 หน้ายก 16 หน้ายก 32 หน้ายก การออกแบบให้ขนาดของสิ่งพิมพ์เหมาะสมกับกระดาษขนาดมาตรฐาน จะช่วยประหยัดและลดต้นทุนการผลิตลง
หมึกพิมพ์ เป็นวัสดุที่ทำให้ภาพและข้อความบนแม่พิมพ์ติดบนกระดาษ หมึกพิมพ์ประกอบไปด้วย เนื้อสี เรซิน โซเว้น และส่วนผสมอื่นๆที่ผู้ผลิตสร้างขึ้นเพื่อให้หมึกพิมพ์เหมาะสมกับระบบพิมพ์ต่างๆ

 
บทเรียนอื่น: [1] [2] [3] [4] [5] [6] [7] [8] [9] [10] [11] [12]
 
 
© Copyright 2003-2005 EPC Corporation Co., Ltd. All rights reserved.